ยูทูบ !! vdo ครั้งแรกของ Ploy !!

posted on 25 Feb 2011 23:17 by ploy-airline

 

edit @ 26 Feb 2011 00:11:20 by ployziiz

เกลียดแฟนเก่ากันเถอะ !!

posted on 25 Feb 2011 22:02 by ploy-airline

 

มีการศึกษาของมหาวิทยาลัยยูทาห์ ในเรื่องความรู้สึกหลังจากที่เลิกกันของคนรัก

โดยมีการวจัยนักศึกษาจำนวน 65 คน ที่เลิกรากับแฟนไม่เกิน 4 เดือน กลุ่มคนที่มีความรู้สึกเกลียดชังแฟนเก่าหลังจากเลิกกันแล้ว

มีแนวโน้มจะซึมเศร้าน้อยกว่ากลุ่มที่รู้สึกอยากจะเก็บความรู้สึกดีๆไว้ แต่การวิจัยไม่ได้บอกเหตุผลเอาไว้

แต่หากความรุ้สึกนี้จะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นเร็วกว่า และไม่จมปลักกับชีวิตเก่าๆ ก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า

แต่อย่างไรก็ดี หากจบความสัมพันธ์กันไปแล้ว ความเกลียดชังไม่ใช่หนทางเดียวที่จะเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำ เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งที่วันในวันข้างควรจะต้องหยุดเกลียดชังและหันมาลืม แล้วดำเนินชีวิตให้มีความสุข จะดีที่สุด

 
........... by ployZiiz

++ จับโกหก ++ !!

posted on 25 Feb 2011 21:56 by ploy-airline

 

ความจริงแล้วการโกหกอาจเป็นสิ่งจำเป็นในบางครั้ง เช่นการโกหกเพื่อให้คนอื่นสบายใจ  แต่ถ้าการโกหกนั้นมาจากเพื่อนหรือคนที่คุณรัก ซึ่งเขาทำเพื่อปกปิดคุณและเมื่อคุณรู้ความจริง ก็จะเจ็บปวดแสนสาหัส นั่นคือการโกหกที่เลวร้าย

เราจะช่วยปกป้องคุณจากความเลวร้ายนั้น ด้วยวิธีจับโกหกที่ได้ผลชะงัดนัก (แต่ก็อย่าใช้พร่ำเพรื่อตลอดเวลาล่ะ…เพราะมันจะทำให้คุณไม่สบายใจเอง)

 

 

ท่าทางส่อพิรุธ
คุณเคยสงสัยว่าพ่อตัวดีของคุณหายไปไหนมาเมื่อคืนใช่ไหม ? พอคุณถามไปเขาก็จะเหยียดหลัง ถอนหายใจแล้วก็จะค่อยๆ พูดอะไรกลับไปกลับมาซึ่งคุณก็เริ่มสงสัยว่า คุณถูกหลอกแล้ว นี่คือสัญลักษณ์ท่าทางส่อพิรุธบางอย่างนะคะ

สายตาเฉไฉ
พ่อตัวดีของคุณเริ่มอธิบายพร้อมสอดส่ายสายตาไปทุกๆ ที่แต่ไม่กล้ามองที่คุณ บางทีก็มองผ่านๆ คุณไปแล้วก็แกล้งหันมามองคุณอีกซักครั้งสองครั้ง

ปริ๊บ ปริ๊บ ปริ๊บ
คนปกติจะกระพริบตาประมาณ 15-20 ครั้งต่อนาที แต่ถ้าคนที่กำลังเขินหรือตกประหม่าจะกระพริบตาเร็วและบ่อยขึ้น ถ้าหากว่าแฟนคุณกระพริบตาเร็วและบ่อยกว่าปกติ เขาอาจเก็บอะไรบางอย่างหรือเก็บใครบางคนไว้ในใจ

ปกปิดตัวเอง
คนที่กำลังโกหกมักไม่อยากอยู่ใกล้ชิดกับคนที่เขากำลังโกหก ถ้าคุณลองถามเรื่องเมื่อคืนของเขา เขาอาจยืนถือกระเป๋าบังตัวเองไว้ หรือไม่ก็กอดอก

คำพูดซ่อนความคิด
สมมุติว่าคุณกำลังสงสัยว่าเพื่อนรักปกปิดอะไรบางอย่าง คุณอาจสังเกตเธอจากน้ำเสียงเหล่านี้ได้ เสียงประหลาด เวลาที่คนเราโกหก เสียงจะแปลกออกไป โดยมากจะมีเสียงสูงขึ้นเล็กน้อย เช่นคำว่า “เปล๊า…” ไม่เชื่อไปถามเพื่อนคุณสิว่า “เธอแอบไปบอกตั้มว่าฉันแอบปลื้มเขาเหรอ ?” เสียงที่เพื่อนคุณเปล่งออกมาจะแปร่งๆ หู เช่นสูงไป ต่ำไป บางทีก็กลายเป็นเสียงกระซิบ

ตะคอก !!
คนโกหกหลายคนมักยืนยันความซื่อสัตย์ของตัวเองโดยการตะโกนหรือตะคอกด้วยความโมโหรำคาญ ความจริงมีอยู่ว่ายิ่งเธอตะโกนว่า “ไม่!!!” ดังมากแค่ไหน คำว่า “ใช่” ก็ดังแค่นั้น

เวอร์จัง
ถ้าคุณถามเพื่อนคุณว่าเธอเผยความลับของคุณหรือเปล่า แล้วเธอก็พูดเร็วและชัดเจนเหมือนพิธีกร MTV แสดงว่าเธอเตรียมการมาดีแล้ว และมักพูดคำว่า “แบบว่า หรือ จริงๆนะ” อยู่บ่อยๆ

ประดิษฐ์เรื่องราว
เชื่อหรือเปล่าว่าคนส่วนใหญ่จะคิดประดิษฐ์เรื่องราวต่างๆ นาๆ ได้อย่างน่าเกลียด และน่าตลก โดยเรื่องราวนั้นมักมีลักษณะดังนี้  เรื่องพลิกแพลงไปมา แม้ว่าเรื่องน่าจะดูธรรมดาๆ แต่คนโกหกมักพลิกแพลงเรื่องจนฟังดูเหลือเชื่อสุดๆ สมมุติว่าเพื่อนคุณโกหกว่าเธอไปเยี่ยมยาย ทั้งที่แอบไปดูหนังกับใครไม่รู้โดยไม่ชวนคุณ เธอจะเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่ไปกับยายอย่างลึกลับซับซ้อน ทั้งๆ ที่…แค่เธอไปเยี่ยมยายเท่านั้นเอง..(จริงๆ นะ)

ซ้อมมาอย่างดี
คนโกหกมักจะเตรียมการอย่างดี เรื่องที่เธอหรือเขาเล่ามาจะไหลลื่นมากเกินไป คุณลองดักคอเพื่อนดูซิ โดยการถามเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เธอเล่าเลย เช่น “เธอกินข้าวหรือยัง?” เพื่อนของคุณจะงงๆ แล้วตอบผิดๆ ถูกๆ

ย้ำทุกคำ
เรื่องที่คนโกหกเล่ามักจะย้ำชัดทุกคำ โดยเฉพาะคำว่า ไม่ได้ไป เปล่าทำ ไม่เคยพูด….

สังเกตุดูคนรอบข้างคุณก็ได้ ถ้ามีคนที่กำลังทำแบบนี้อยู่ ให้รู้ไว้ซะว่า เค้ากำลังโกหกคุณ !!

 
............. by ployZiiz

edit @ 25 Feb 2011 21:59:14 by ployziiz

จากกรณี “ชีวิตเด็ก” ซึ่งเด็กมีสิทธิที่จะมีชีวิต ที่ “เดลินิวส์” โดยทีม “สกู๊ปหน้า 1” เป็นแกนหลัก ได้ให้ความสำคัญกับการนำเสนอเพื่อให้สังคมไทยตื่นตัวเรื่องนี้ และก็ได้ผลแล้วระดับหนึ่ง ต่อมาปัญหาชีวิตเด็กก็เกิดกรณีครึกโครมขึ้นอีกในประเด็น “ทำแท้งเถื่อน” โดยพบศพเด็กทารกวัยก่อนคลอดที่วัดไผ่เงินโชตนาราม ถึง 2,002 ศพ ซึ่ง “เดลินิวส์” ก็นำเสนอเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อมิให้การแก้ปัญหาเป็นเสมือนไฟไหม้ฟาง เช่นที่ผ่านมา
   
และล่าสุดก็เริ่มจะมีการแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ
   
ประเด็นลงโทษผู้ชายทำท้องแล้วทิ้งก็ส่วนหนึ่ง...
   

ทั้งนี้ พ.ร.บ.อนามัยเจริญพันธุ์ ยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม กำลังจะมีการขับเคลื่อนออกมา ขณะเดียวกัน ก็มีการจุดพลุเรื่องมาตรการทางกฎหมายเอาผิดผู้ชายที่ทำผู้หญิงท้องแล้วทิ้ง จนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีการทำแท้งเถื่อน ซึ่งส่งผล เกี่ยวพันทั้งชีวิตเด็ก ชีวิตแม่เด็ก ชีวิตคนรอบข้าง และลุกลามเป็นอีกปัญหาสังคม โดยรัฐบาล นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เห็นพ้อง
   
ในงานสัมมนา “ทำท้องแล้วต้องรับ” เมื่อ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา อิสสระ สมชัย รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) บอกว่า... เหตุผลที่ต้องมีมาตรการทางกฎหมาย เพราะเด็กหญิงที่ตั้งท้อง โรงเรียนบางแห่งก็ไล่ออก แต่ฝ่ายชายกลับเรียนได้ และอาจไปทำผู้หญิงคนอื่นท้องอีก ซึ่งไม่ยุติธรรมกับผู้หญิง ขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชนก็บอกว่าหนึ่งในสาเหตุการไปทำแท้งของผู้หญิง ก็เพราะท้องแล้วเรียนหนังสือต่อไม่ได้ 
   
รวมไปถึงมีความเห็นจากอธิบดีอัยการฝ่ายวิชาการ สำนักงานอัยการสูงสุด นายวิชช์ จีระแพทย์ ที่ว่า จากการระดมความเห็นฝ่ายกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญา โดยกำหนดบทลงโทษผู้ชายที่ทำให้ผู้หญิงท้องแล้วไม่รับผิดชอบ ต้องได้รับโทษ อาจจะจำคุก 2-3 ปี รวมทั้งพ่อแม่ผู้ชายก็ต้องได้รับโทษด้วยการถูกปรับ ซึ่งจะเป็นมาตรการป้องปราม หรืออย่างน้อยก็ทำให้ผู้ชายรู้จักป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัย
   
เมื่อพลิกประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 ความผิดฐานทำให้แท้งลูก ก็ดูจะเอาผิดแต่กับผู้หญิง และผู้รับทำแท้งเถื่อนเป็นหลัก เช่น มาตรา 301 หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยินยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี  ปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 302 ผู้ใดที่ทำให้หญิงแท้งลูก โดยหญิงนั้นยินยอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
   
กับการจะมีมาตรการทางกฎหมายเอาผิดกับผู้ชายในกรณีทำท้องแล้วไม่รับผิดชอบนั้น วันชัย สอนศิริ เลขาธิการสภาทนายความ บอกว่า... เห็นด้วย เพราะว่าเมื่อท้องแล้วผู้ชายไม่รับ ทอดทิ้ง ไม่รับผิดชอบ ฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบเพียงลำพัง แม้ว่าในทางแพ่งจะมีการให้ฟ้องร้องได้ แต่เป็นการเพิ่มภาระให้กับฝ่ายหญิงอีก  
   
“การมีมาตรการกฎหมาย เป็นสิ่งดี เพราะทำให้ทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายชาย ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ ระมัดระวังมากขึ้น และกฎหมายคุ้มครองเด็กก็เอาผิดพ่อแม่ผู้ปกครองได้ในกรณีปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลเอาใจใส่ลูก เห็นด้วยที่ต้องมีการรับผิดชอบตรงนี้” ...เลขาฯ สภาทนายความระบุ
   
ด้าน แอนนี่ บรู๊ค นักแสดงสาวเจ้าของฉายาม่ายดีเอ็นเอ ที่เป็นข่าวครึกโครมเมื่อเร็ว ๆ นี้ ให้ความเห็นว่า... ก็เห็นด้วยที่จะมีมาตรการเอาผิดทางกฎหมายกับผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบ โดยเธอให้เหตุผลเสริมว่า... เพราะผู้หญิงฝ่ายเดียวท้องเองไม่ได้ ฝ่ายชายจึงควรจะมีส่วนรับผิดชอบด้วย และการที่ผู้หญิงต้องเลี้ยงดูลูกเองคนเดียว ทั้งลำบากและเหนื่อย ซึ่งควรจะดูสถิติด้วยว่าผู้หญิงวัยใดที่ประสบปัญหานี้ จะได้แก้ปัญหาได้ถูกจุด 
   
นักแสดงสาวรายนี้บอกอีกว่า... ไม่อยากให้สังคมประณามหญิงที่ตั้งท้องในวัยเรียนเป็นผู้หญิงไม่ดี มองด้วยสายตาประณามหยามเหยียดจนไม่มีที่ยืน เพราะคงไม่มีใครอยากผิดพลาด ควรจะให้โอกาสได้แก้ไข เช่น ให้โอกาสในการเรียนหนังสือ มีโรงเรียนพิเศษสำหรับหญิงท้อง หรือมีกรุ๊ปเรียนพิเศษในห้องเหมือนต่างประเทศ 
   
ปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิ ปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี ก็ระบุว่า... เห็นด้วยกับการมีกฎหมายเพื่อให้ฝ่ายชายรับผิดชอบเรื่องนี้ ซึ่งจากสถิติร้องทุกข์ของมูลนิธิมีเรื่องข่มขืนแล้วท้องมากที่สุด แม้ว่าจะมีมาตรการทางแพ่งให้ผู้ชายต้องรับผิดชอบ แต่เรื่องก็มักจะเงียบไป หรือรับผิดชอบ เช่น จ่ายค่าเลี้ยงดู ก็จะแค่ตอนแรก ต่อไปก็ไม่มี แบบนี้ฝ่ายหญิงก็จะลำบากมาก ซึ่งก็ทำอะไรฝ่ายชายมากไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายชัดเจน
   
“อยากให้มีมาตรการทางกฎหมายมานานแล้ว และเมื่อมีจริงก็ต้องปฏิบัติจริงจังด้วย จะได้ลดจำนวนการท้องไม่พร้อม การถูกผู้ชายทอดทิ้ง การทำแท้งผิดกฎหมายที่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งทางที่ดีควรมีการป้องกันแต่ต้นเหตุจะดีกว่า” ...ปวีณากล่าว และก็ยังทิ้งท้ายด้วยว่า... แต่จะอย่างไรเรื่องการ “รักนวลสงวนตัว” “อย่าชิงสุกก่อนห่าม” ก็ยังใช้ได้กับสังคมไทยปัจจุบัน “และต้องเน้นเรื่องสอนเพศศึกษาด้วย”
   
ณ วันนี้การแก้ปัญหาดังกล่าวนี้เริ่มจะเป็นระบบ-รูปธรรม
   
“ความรับผิดชอบของผู้ชาย” ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ
   
พร้อม ๆ ไปกับการต้องดำเนินการให้จริงจัง-รอบด้าน!!.

 
............  by ployZiiz

edit @ 25 Feb 2011 21:52:41 by ployziiz

ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ใส่กางเกงชั้นในสีแดงตัวใหญ่ หรือผ้าคาดเอวสีแดงปิดสะดือจะช่วยให้มีสุขภาพดี เนื่องจากบริเวณใต้สะดือลงไปประมาณ 5 ซ.ม.มีจุดที่เรียกว่า Tanden (จุดตันเถียน) ซึ่งทางการแพทย์ตะวันออกถือเป็นจุดสำคัญที่เป็นจุดกำเนิดของ "จิตวิญญาณ" ซึ่งเป็นพลังแห่งชีวิต

เมื่อกระตุ้นบริเวณดังกล่าว ด้วยการห่มผ้าสีแดง จะทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นร่างกายอบอุ่น ลดอาการหนาวสั่น ลดอาการปวดหลัง-ปวดไหล่ ช่วยฟื้นฟูความเหน็ดเหนื่อย กระฉับกระเฉงขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ คลายเครียด ช่วยให้อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือปวดประจำเดือนดีขึ้นรวมถึงมีพลังเพิ่มขึ้นด้วย

แต่มีข้อควรระวัง คือ เมื่อใส่กางเกงในสีแดงแล้ว บางคนจะรู้สึกตื่นตัวจนนอนไม่หลับ หรือมีความดันโลหิตเพิ่มขึ้นดังนั้น ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจึงควรระมัดระวัง 

 
............ by ployZiiz